Mountain Doom กินเนื้อคน

  • 327 ทั้งหมด
  • 0 ความคิดเห็น

ตอนที่ ๕ จู่โจม

เก่งยกมีดทำครัวที่ถืออยู่ในมือขึ้นแล้วหั่นแซนวิชที่จัดเตรียมไว้ออกเป็นสี่ชิ้น เอสเพลสโซ่ที่ชงเอาไว้ก่อนหน้าวางอยู่บนเคาร์เตอร์ข้างๆกัน กลิ่นหอมโชยเตะจมูกของผู้ที่กำลังเพลิดเพลินในการจัดเตรียมมื้อเช้า

                เครื่องเล่นเพลงส่งเสียงชวนให้ผู้ฟังคล้อยตาม เก่งโยกหัวตามจังหวะทำนองเมทัลที่ตัวเองชอบมากเป็นพิเศษ เขาทำอาหารพร้อมกับฟังเพลงไปอย่างมีความสุข บางครั้งก็ผิวปากร่วมด้วย

                .38 เงาวับยังคงวางอยู่ที่เดิม เขาเลิกสนใจมันทันทีเมื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าชวนให้สนใจได้มากกว่า เขาเป่ากาแฟและยกมันขึ้นจิบควบคู่ไปกับแซนวิสสอดไส้ทูน่า

                เก่งแอบเคืองเพื่อนทั้งสี่คนที่ทิ้งเขาเอาไว้คนเดียวแล้วไปปีนหน้าผากันอย่างสนุกสนาน ความจริงแล้วเขาอยากไปด้วยใจจะขาดแต่ไม่กล้าทิ้งรถเอาไว้ เพราะกลัวว่าถ้าเจ้าของรถฟอร์ดกลับมาขับมันหนีออกไปและกลัวว่าจะคลาดกัน

                อันที่จริงเขาไม่ได้ต้องการที่จะไปปีนเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้วล่ะ เพราะน้ำหนักตัวที่เป็นอุปสรรคกับกิจกรรมชนิดนี้ทำให้เขาได้แต่นั่งดู แมนก็รู้ดีว่าถึงแม้เก่งไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดีจึงคิดว่าให้อยู่เฝ้ารถจะเป็นประโยชน์มากกว่า

เก่งนั่งรออย่างใจจดใจจ่อพร้อมกับส่งมื้อเช้าลงกระเพราะอย่างสบายใจ แซนวิสทูน่าช่วยทำให้เขาอารมณ์เย็นขึ้น อาการโกรธเริ่มทุเลาลง และจะเป็นอย่างนี้ไปจนกว่าจะเริ่มหิวใหม่อีกครั้ง            

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

                เสียงเคาะดังมากจากทางประตูรถด้านข้าง แต่เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรยังคงกินอย่างเอร็ดอร่อยต่อไปบนโซฟาตัวโปรด

                ก๊อก ก๊อก ก๊อก

ไม่ได้ล็อค เข้ามาได้เลย” เก่งตะโกนบอกคนที่อยู่ข้างนอก เขาคิดว่าคงเป็นเพื่อนคนใดคนหนึ่งที่อาจลืมของแล้วกลับมาเอา

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซ้ำยังเป็นจังหวะเดิมแบบที่เคาะในตอนแรกไม่ผิดเพี้ยน

ก็บอกว่าประตูไม่ได้ล็อค ไม่ได้ยินรึไง

เก่งเริ่มอารมณ์เสียอีกครั้ง จึงลุกขึ้นจากโซฟาแล้วปรี่เข้าไปยังต้นเสียงอันน่ารำคาญ เขาเปิดประตูออกทันทีเพราะต้องการรู้ว่าใครที่ขัดความสุขของตน ไอ้คนที่กวนประสาทเขาอยู่ตอนนี้มันเป็นใครกัน

เมื่อประตูเปิดสนิทจึงก้าวออกไปตรวจดูภายนอก แต่ผลลัพธ์กลับเป็นอย่างเมื่อคืน เขามองเห็นเพียงแค่ต้นไม้กับรถฟอร์ดและไม่มีสัญญาณชีวิตใดปรากฏให้เห็น

แล้วเมื่อกี้ใครเคาะวะหนุ่มอ้วนนึกในใจ

เขานึกขึ้นได้ว่าลืมหยิบอาวุธติดตัวมาด้วยจึงปล่อยประตูให้แง้มเอาไว้อย่างนั้น ก่อนจะเดินกลับไปเอาปืนที่วางอยู่บนเคาร์เตอร์ ขณะที่เก่งหันหลังจู่ๆลูกธนูยาวเท่าศอกพุ่งผ่านระหว่างช่องประตูที่แง้มเอาไว้เสียบทะลุบริเวณข้อเท้าของหนุ่มอ้วน

อ้ากกก

เก่งร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด ขณะที่ลูกธนูปักคาเหนือตาตุ่มขึ้นไปประมาณสองเซนติเมตร เขายกมือกุมด้วยสัญชาติญาณ เลือดไหลออกมาจากบาดแผลที่ถูกยิงอย่างช้าๆ

.38 กระเด็นตกลงบนพื้นห่างจากตัวเขาราวสามเมตร เก่งเลิกสนใจอาวุธชิ้นนั้นไปชั่วขณะ เพราะมีบางอย่างที่น่าสนใจกว่าในตอนนี้ นั่นก็คือขาอวบๆของเขาเอง

หนุ่มอ้วนกระเถิบตัวเข้าไปใกล้ประตูมากขึ้น ก่อนจะมองผ่านช่องแคบๆออกไปเพื่อมองหาผู้ที่ลอบทำร้ายตน แล้วก็ต้องตกใจเพราะเห็นมันยืนจ้องหน้าเขาจากฝั่งตรงข้ามกลับมาพอดี พลางเลียริมฝีปากท้าทาย

มันชูมือให้ผู้ที่ถูกยิงราวกับจะทักทายแล้วยิ้มอย่างเคอะเขิน คนป่าร่างยักษ์คงกำลังลำพองในความแม่นยำของตัวเอง ด้วยระยะสังหารกว่า 10 เมตรจากตรงนั้น

มันสามารถยิงจากระยะทางไกลผ่านช่องแคบประตูมายังเป้าที่เล็งเอาไว้ได้อย่างแม่นยำ และขาส่วนล่างของเก่งก็คือเป้า มันต้องการหยุดการเคลื่อนไหวของหนุ่มร่างอ้วนเพื่อไม่ให้ก่อความวุ่นวายขึ้นในภายหลัง

มึงเองสินะ เจ้าของรถคันนั้น” เก่งส่งเสียงออกไป ขณะที่สายตาจับจ้องศัตรูอย่างไม่ลดละ

หน้าตาอุบาทกว่าที่คิด

มันปรากฏกายออกมาให้เก่งเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น หนุ่มร่างอ้วนขยี้ตา หลายครั้งเพราะคิดว่าตัวเองคงตาฝาด แต่ไม่ใช่ เขาไม่ได้ตาฝาดเลยสักนิด แววตาของเก่งจับจ้องไปยังร่างของผู้ที่กำลังเดินตรงเข้ามา

ชายร่างยักษ์สูงเกือบสองเมตรเคลื่อนตัวเข้าใกล้รถบ้านเรื่อยๆ ในมือของมันถือคันธนูไม้เอาไว้ ด้านหลังสะพายปลอกใส่ลูกศรกว่าสิบดอก มันควรเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับล่าสัตว์มากกว่า แต่อาจไม่เหลือสัตว์ให้ล่าแล้ว จึงต้องล่ามนุษย์ที่บังเอิญหลงเข้ามาแทน

มึงต้องการอะไร

 เก่งพูดขณะนั่งกุมเท้าตัวเองอยู่บนพื้นรถ เสียงเขาสั่นมากกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อเห็นท่าไม่ดี จึงกระเถิบตัวเพื่อที่จะไปหยิบ .38 ที่ตกอยู่ข้างหลัง เป็นเวลาเดียวกับที่ประตูรถเปิดอ้าออก แต่มันไม่ใช่เพราะลม

 บัดนี้คนป่าตนนั้นยืนอยู่เบื้องหน้าของเก่ง มันเดินได้เร็วกว่าคนอื่นเพราะขาที่ยาวคู่นั้น เก่งหันหน้ามาสบตาแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปที่ปืนอีกครั้งและหยิบมันสำเร็จ

ศรอีกดอกพุ่งแหวกอากาศเสียบมือของเก่งที่ถือปืนอยู่ มันปักทะลุมือขวาลงไปถึงพื้นรถ ส่วนปืนหล่นลงที่เดิม เขาไม่สามารถขยับมือได้อีกแล้วเพราะถูกตรึงเอาไว้กับพื้นอย่างประณีต 

โอ้ย! ทำบ้าอะไรวะ กูเคยไปทำอะไรให้มึงเหรอ

เก่งเงยหน้าตะคอกใส่มันที่ยังคงยืนจ้องกลับมา มันเดินเข้ามาหาผู้ที่นอนเจ็บอยู่แล้วหยิบปืนขึ้นถือไว้ในมือโดยไม่พูดพร่ำ ก่อนจะปลดโม่ออกมาเพื่อเช็คกระสุนข้างใน เมื่อเห็นว่ามีบรรจุอยู่เต็มจึงกลับลำหงายลง ปล่อยให้กระสุนทั้งหมดหล่นลงสู่พื้น

มันรู้วิธีใช้อาวุธปืนราวกับเคยสัมผัสบ่อยครั้ง แต่คนป่าร่างยักษ์กลับไม่สนใจโลหะที่ถืออยู่ มันขว้างทิ้งออกไปนอกตัวรถอย่างกับเป็นสิ่งของไร้ค่า

หิว

มันหันไปพูดกับผู้เจ็บที่นอนราบอยู่บนพื้นพร้อมสูดลมหายใจถี่ เพราะกลิ่นคาวเลือดที่ไหลออกจากบาดแผลของเก่งโชยเข้าจมูกมัน

ช่วยด้วย ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย

ชายหนุ่มผู้โชคร้ายตะโกนสุดเสียงหวังให้เพื่อนที่อยู่ห่างออกไปกว่าหนึ่งกิโลเมตรได้ยิน ตอนนี้เขาพอจะรู้แล้วว่าผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าสติสตางค์ไม่สมประกอบ และมันประสงค์ร้ายต่อเขา

พลัก

ร้องเท้าคอมแบทเหวี่ยงฟาดเข้าบริเวณกรามของผู้ที่แหกปาก ส่งผลให้เขาหมดสติเดี๋ยวนั้นและนอนแน่นิ่งลงบนพื้นรถทันที ผู้ที่เตะใช้นิ้วปาดเลือดที่ขาของเก่งแล้วตวัดลิ้นชิมอย่างเพลิดเพลิน ดวงตากลิ้งกลอกไปมาเพราะรสชาติอันสุดแสนพิเศษ

อร่อย

มันพูดทิ้งท้ายเอาไว้ แต่คนที่หมดสติคงไม่ได้ยิน

ชายร่างยักษ์ที่ต้องยืนก้มหัวเมื่ออยู่ในรถบ้านค่อยๆขยับร่างกายไปด้านหน้าของตัวรถ มันนั่งลงบนเบาะฝั่งคนขับที่เล็กกว่า ส่งผลให้อึดอัดเป็นอย่างมาก แต่ก็สู้ความพยายามของมันไม่ได้ คนป่าบิดกุญแจรถสตาร์ทเครื่องยนต์อย่างชำนาญ มันทำเหมือนรู้วิธีใช้รถยนต์มาก่อน ขณะที่เท้าเหยียบคนเร่ง ส่งผลให้รถเคลื่อนตัวออกไปจากบริเวณที่จอดอยู่ในตอนแรก

รถขับเคลื่อนออกไปด้วยความเร็ว พาร่างที่หมดสติของชายผู้โชคร้ายไปด้วย เลือดยังคงไหลออกจากบาดแผลเรื่อยๆ โชคยังดีที่ลูกธนูปักคาอยู่อย่างนั้น เพราะถ้าทะลุออกไปอีกด้านเลือดคงไหลเร็วกว่านี้ และอาจทำให้ตายเร็วขึ้น

 

เมื่อกี้เหมือนได้ยินเสียงอะไรแว่วๆ” แคทเธอรีนอุทานขึ้น พลางทำหน้าสงสัย ไม่แปลกหรอกที่เสียงของเก่งจะดังมาไกลถึงหนึ่งกิโลเมตรให้เธอได้ยิน เพราะเมื่ออยู่ในป่าที่เงียบสงบและเสียงสะท้อนไปมาจากภูเขา ฉะนั้นไม่ว่าเสียงอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นก็มีโอกาสที่จะได้ยินทั้งนั้น

 “ไม่เห็นจะได้ยินอะไรเลย” เชอร์รี่แสดงความเห็นที่ต่างออกไป คงเป็นเพราะหูเธอหนา

สาวทั้งสองคนพูดขณะเดินรั้งท้าย โดยให้แมนและฮิวโก้นำ พวกผู้ชายให้เหตุผลว่าหากเจองูพวกเขาจะได้ถูกฉกก่อน แต่พวกสาวๆคิดว่าพวกเขาแค่ทำเท่ห์ไปอย่างนั้น  ถ้าเกิดเจองูเห่าหรือจงอางที่มีพิษร้ายแรงก็คงต้องเผ่นป่าราบเหมือนกันแหละ

เป็นห่วงเก่งจังเลย ฉันคิดว่าฉันกลับไปดูเขาหน่อยดีกว่า” แคทเธอรีนตะโกนบอกเพื่อนทุกคน

เธอคงรู้สึกผิดที่ต้องทิ้งเก่งเอาไว้คนเดียว จึงต้องการกลับไปอยู่เป็นเพื่อนเผื่อไถ่โทษ อีกสามคนไม่ขัดขวางความต้องการของเธอ พวกเขากลับเห็นด้วย เพราะคิดว่าเก่งคงปลอดภัยมากขึ้นถ้ามีเพื่อนอีกคนคอยเป็นหูเป็นตาให้

เดินกลับคนเดียวได้มั้ย หรือจะให้ฉันเดินไปส่ง” ฮิวโก้เสนอตัว

ไม่ต้องหรอกไอ้โก้ กว่ามึงจะเดินไปส่งแล้วเดินกลับมา กูกับแอนคงไต่หน้าผาเสร็จพอดี ดูสภาพขามึงด้วย” แมนหัวเราะชอบใจ ขณะที่ฮิวโก้ไม่ตลกด้วย เขาแอบเคืองกับคำพูดที่ไม่คิดของเพื่อนตัวเอง

 “ไม่ต้องหรอก ฉันกลับเองได้ ระยะทางแค่นี้เอง

ถ้าเจอเสือกรี๊ดดังๆล่ะ จะได้ไปช่วยทัน” แมนยังคงพูดติดตลก

แคทเธอรีนส่งยิ้มให้เพื่อนหนึ่งครั้งก่อนจะหันหลังเดินกลับไปทางเดิม เธอจ้วงเท้าเร็วขึ้นกว่าตอนแรกที่เดินมา ฝ่าพงหญ้ารกซักกระหนาบสองข้างทางไปด้วยต้นมะค่าโมง

ขณะนี้เพื่อกลุ่มนและเธอกำลังเดินเดินสวนทางโดยมีเป้าหมายที่ต่างกัน แมน ฮิวโก้และเชอร์รี่ยังคงมีเป้าหมายเดิม คือต้องการไปตามหาตัวเจ้าของฟอร์ดคันนั้นและปีนหน้าผา ส่วนแคทเธอรีนคงต้องการกลับไปหาเพื่อนที่อยู่คนเดียวด้วยความเป็นห่วง

แต่เมื่อเธอเดินกลับมาได้สักพักก็รู้สึกถึงความผิดปรกติ 

มีเสียงฝีเท้าสะกดรอยตามเธออยู่เนืองๆ เธอสัมผัสได้ เพราะเมื่อหยุดฟังเสียงนั้นก็หายไป เมื่อเธอก้าวเท้าเดินต่อ เสียงสวบสาบก็ดังขึ้นอีก มันอาจเป็นสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้ แต่แล้วเธอกลับต้องหยุดชะงักเมื่อข้างหน้าห่างออกไปประมาณสิบเมตร

คนป่าร่างแคระกำลังส่งยิ้มให้เธอ

เลือกจากตอนอ่าน

ก่อนหน้า ต่อไป

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

Top